Join MultiplyOpen a Free ShopSign InHelp
MultiplyLogo
SEARCH

01           ดนัย เทียนพุฒ. (2545). WWW การบริหารทรัพยากรบุคคล สู่ศตวรรษที่ 21. กรุงเทพ : โครงการ                Human Capital บริษัท ดี เอ็น ที คอลซัลแตนท์ จำกัด

                หนังสือเรียนรู้แบบเน้นทรัพยากรบุคคลเป็นสำคัญ ผู้เรียนกล่าวถึงความสำคัญของการบริหารทรัพยากรบุคคลที่จะมีขึ้นในปัจจุบัน และ อนาคตทุกองค์กรธรุกิจต้องพยายามมุ่งสนใจในสิ่งที่เกี่ยวกับงานทางด้านการบริหารงานบุคคลซึ่งเป็นหัวใจสำคัญเนื่องจากปัจจุบัน คน คือ ทรัพย์สินที่มีค่ามากที่สุดในองค์กร และ อนาคต คน คือ ทุนทางปัญญาที่จะชนะในธรุกิจยุคใหม่จึงมีการนำเสนอบทบาท และ หน้าที่ความรับผิดชอบของฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคลในฐานะงานสนับสนุนขององค์กร ในฐานะพันธมิตรธุรกิจ และในฐานะผู้คุมเกมกลยุทธ รวมทั้งโมเดลแบบต่างๆ เพื่อเป็นการศึกษา ถึงแนวทางสำคัญในการบริหารงานบุคคลให้ บรรลุเป้าหมายที่องค์กรคาดหวัง ไว้โดยใช้กลยุทธวิธีการ แบบหลากหลายในการจัดวางบุคคลให้เหมาะสมกับตำแหน่งและความสามารถที่มีอยู่ในบุคคลนั้นๆ รวมทั้งการจัดองค์กรให้เป็นเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ เพื่อความก้าวหน้าของบุคคลที่จะมีผมต่องานขององค์กร และมีการเสนอแนวทางในการประเมิณผลของการบริหารงานบุคคลไว้เป็นข้อปฏิบัติด้วย

หัวเรื่อง การบริหารทรัพยากรบุคคล

 

02           เกื้อจิตร ชีระกาญจน์ และ คณะ ผู้แปล. (2550). กรอบความคิดสำหรับการจัดการทรัพยากร           มนุษย์. กรุงเทพฯ : เฟียร์สัน เอ็ดดูเคชั่น อินโดไชน่า.

                หนังสือเรียนรู้แบบเน้นการบริหารทรัยากรบุคคลเป็นสำคัญ ผู้เขียนกล่าวถึงหลักการ ความคิด และ เทคนิคในรูปแบบการบริหาร การจัดการทรัพยากรมนุษย์ในปัจจุบัน หัวข้อที่นำเสนอก็คือ การวางแผนและ การสรรหาพนักงาน / การทดสอบ และการคัดเลือกพนักงาน / การฝึกอบรม และ การพัฒนา / การบริหารผลการปฏิบัติงาน และ การประเมิณผล / การจ่ายค่าตอบแทนให้กับพนักงาน / การจัดการแรงงานสัมพันธ์ และ การเจรจาต่อรองร่วม / หลักจริยธรรม และ การปฏิบัติอย่างเป็นธรรมในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ / การดูแลความปลอดภัยและสุขภาพอนามัย ซึ่งแต่ละหัวข้อเป็นบทบาทและ หน้าที่ความรับผิดชอบของผู้บริหารมืออาชีพที่ต้องเรียนรู้ และ พัฒนาความสามารถเองตนเอง ในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นเลิศ โดยศึกษาจากกรณี และ ขอค้นพบจากงานวิจัยเพื่อประยุกต์ใช้ความรู้ทางด้านการจัดการทรัพยากรมนุษย์ เพื่อนำไปสู่การพัฒนางาน และพัฒนาคนทำงานให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น

หัวเรื่อง การบริหารทรัพยากรบุคคล

 

งานวิจัย

01        ศุภวรรณ หลำผาสุข. (2550). การศึกษาความผูกพันต่อองค์กรของครูโรงเรียนในเครือสารสาสน์   เขตพื้นที่ศึกษา 1. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การบริหารการศึกษา) กรุงเทพฯ : บัณฑิตมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร.

                ความมุ่งหมายของการวิจัยนี้เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความผูกพันต่อองค์กรใน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านความศรัทธาต่อองค์กร ด้านความทุ่มเทต่อองค์กร และด้านความจงรักภักดีต่อองค์กรจำแนก ด้านประสบการณ์สอน ระดับช่วงชั้น ประเภทโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการสัมภาษณ์ได้แก่ ครูชาวต่างชาติ 15 คน ใช้การเลือกแบบเจาะจง และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการตอบแบบสอบถามเป็นครูชาวไทย 175 คน โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) โดยใช้โรงเรียนและลำดับช่วงชั้นเป็นชั้น (Strata) และการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 2 ชุด คือ ชุดที่ 1 เป็นแบบสอบถาม และชุดที่ 2 คือ แบบสัมภาษณ์ มีค่าด้านความศรัทธาต่อองค์กรเท่ากับ 0.95 ต่อองค์กรเท่ากับ 0.98 เก็บข้อมูลได้ 175 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 100 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบความแปรปรวนแบบทางเดียว

ผลการวิจัยพบว่า

                1.  ความผูกพันต่อองค์กรของครูโรงเรียนในเครือสารสาสน์ เขตพื้นที่การศึกษา 1 ใน 3 ด้าน คือ ด้านความศรัทธาต่อองค์กร ด้านความทุ่มเทต่อองค์กรและด้านความจงรักภักดีต่อองค์กรโดยรวมและรายด้านทุกด้านอยู่ในระดับมาก                                                                                                                                                             

                2.  ครูที่มีประสบการณ์สอนต่างกันมีความผูกพันต่อองค์กร โดยรวมไม่แตกต่างกัน แต่เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ครูที่มีประสบการณ์สอน 20 ปีขึ้นไป มีความจงรักภักดีต่อองค์กรมากกว่า ครูที่มีประสบการณ์สอนต่ำกว่า 10 ปี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

                3.  ครูที่มีระดับชั้นที่สอนต่างกันมีความผูกพันต่อองค์กร โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน

                4.  ครูที่สอนในโรงเรียนประเภทต่างกัน โดยรวมมีความผูกพันต่อองค์กรไม่แตกต่างกัน แต่เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ครูโรงเรียนแผนกสามัญมีความผูกพันต่อองค์กรด้านความศรัทธาต่อองค์กรมากกว่าครูโรงเรียนแผนกสองภาษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

หัวเรื่อง การศึกษาความผูกพันต่อองค์กรของครู

 

02        กาญจนา ทรรพนันทน์. (2547). การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเสริมสร้างพลังอำนาจในงาน               กับความผูกพันต่อองค์การของครูในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มศรีนครินทร์ ปริญญา     นิพนธ์ กศ.ม. (การบริหารการศึกา) กรุงเทพฯ : บัณฑิตมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนคริทร              วิโรฒ. ถ่ายเอกสาร

                ความมุ่งหมายของการวิจัยนี้เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเสริมเสร้างพลังอำนาจในงานกับความผูกพันต่อองค์การของครูในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มศรีนครินทร์ โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นครูในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มศรีนครินทร์ จำนวน 280 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบตรวจสอบรายการและเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับของลิเคิร์ทสเกล สถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และค่าสัมประสิทธิ์ การถดถอยของตัวพยากรณ์

                ผลการวิจัย

                1.  ระดับการเสริมสร้างอำนาจในงานและระดับความผูกพันต่อองค์การของครูในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มศรีนครินทณ์ อยู่ในระดับมากทุกด้าน และโดยรวม

                2.  ปัจจัยด้านลักษณะบุคคล ปัจจัยระดับชั้นเรียนมีความสัมพันธ์ในเชิงลบกับความผูกพันต่อองค์การ ด้านความภักดี ของครูในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มศรีนครินทร์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5

                3.  ปัจจัยการเสริมสร้างพลังอำนาจในงานทุกตัวแปรมีความสัมพันธ์ในเชิงบวกกับความผูกพันต่อองค์การของครูในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มศรีนครินทร์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5

                4.  ปัจจัยที่มีผลต่อการพยากรณ์ความผูกพันต่อองค์การของครูในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มศรีนครินทร์ มีดังนี้

                4.1  ความพึงพอใจในการทำงาน ความมีน้ำใจในการทำงาน และความเพียรในการทำงาน สามารถทำนายความผูกพันต่อองค์การของครูในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหารนคร กลุ่มศรีนครินทร์ โดยรวม คิดเป็นร้อยละ 44 และส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์การของครูในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มศรีนครินทร์ มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

                4.2  ความเพียรในการทำงาน ความมีน้ำใจในการทำงาน และความพึงพอใจในการทำงาน สามารถทำนายความผูกพันต่อองค์การของครูในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มศรีนครินทร์ ด้านความศรัทธา คิดเป็นร้อยละ 34 ความเพียรในการทำงาน ความมีน้ำใจในการทำงาน ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์การของครูในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมาหานคร กลุ่มศรีนครินทร์ มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ความพึงพอใจในการทำงานส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์การของครูในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มศรีนครินทร์ มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

                4.3  ความมีน้ำใจในการทำงาน และความพึงพอใจในการทำงาน สามารถทำนายความผูกพันต่อองค์การของครูในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มศรีนครินทร์ ด้านความทุ่มเท คิดเป็นร้อยละ 34 และส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์การของครูในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มศรีนครินทร์ มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

                4.4  ความพึงพอใจในการทำงาน ความเพียรในการทำงาน และระดับชั้นเรียน สามารถทำนายความผูกพันต่อองค์การของครูในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มศรีนครินทร์ ด้านความภักดี คิดเป็นร้อยละ 32 และส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์การของครูในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มศรีนครินทร์ มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

หัวเรื่อง ความสัมพันธ์กับความผูกพันต่อองค์การของครู

 

03        ขวัญจิรา ทองนำ. (2547). ปัจจัยที่ส่งผลต่อแรงจูงใยในการปฏิบัติงานของข้าราชการครูวิทยาลัย                     นาฏศิลป กรมศิลปากร ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การบริหารการศึกษา) กรุงเทพฯ : บัญฑิตวิทยาลัย           มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร.

                ความมุ่งหมายของการวิจัยนี้ 1) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการครูวิทยาลัยนาฏศิลป กรมศิลปากร 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการครูวิทยาลัยนาฏศิลป กรมศิลปากร การวิจัยนี้ใช้กระบวนการวิจัยแบบบรรยาย (Descriptive research)

                กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ข้าราชการครูวิทยาลัยนาฏศิลป กรมศิลปากร ที่ปฏิบัติงานระหว่างปีการศึกษา 2546 จำนวน 259 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบสองขั้นตอน (Two – Stage Random sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งประกอบด้วย แบบสอบถามสภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงาน ได้แก่ ด้านบรรยากาศในการปฏิบัติงาน ด้านสัมพันธภาพระหว่างข้าราชการครูกับเพื่อนร่วมงาน และด้านสัมพันธภาพระหว่างข้าราชการครูกับผู้บังคับบัญชา และแบบสอบถามแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ได้แก่ ด้านลักษณะงานที่ปฏิบัติ ด้านความรับผิดชอบ ด้านการยอมรับนับถือ ด้านความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และด้านความสำเร็จในการปฏิบัติงาน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และความเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ใช้สูตรสัมประสิทธิ์ สหสัมพัธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) แบบ Stepwise

 

 

 

ผลการวิจัยพบว่า

                1.  ข้าราชการครูวิทยาลัยนาฏศิลป กรมศิลปากร มีความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงานอยู่ในระดับปานกลาง และมีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานอยู่ในระดับปานกลาง

                2.  ตัวแปรอิสระที่เป็นปัจจัยส่วนบุคคลมีความสัมพันธ์ทางบวกกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน คือ อายุ (X2) และประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน (X6) โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ .135 และ .129 ตามลำดับ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนตัวแปรอิสระที่เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงาน มีความสัมพันธ์ทางบวกกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน คือ สัมพันธภาพระหว่างข้าราชการครูกับเพื่อนร่วมงาน (X9) สัมพันธภาพระหว่างข้าราชการครูกับผู้บังคับบัญชา (X9) โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ .474 ส่วนตัวแปรอิสระที่มีความสัมพันธ์กับ แรงจูงใจในการปฏิบัติงานน้อยที่สุด คือ ประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน (X6) โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ .129

                3. ตัวแปรอิสระที่ส่งผลทางบวกต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการครูวิทยาลัยนาฏศิลป์ กรมศิลปกร มี 3 ตัวแปร คือ สัมพันธภาพระหว่างข้าราชการครูกับเพื่อนร่วมงาน (X9) สัมพันธภาพระหว่างข้าราชการครูกับผู้บังคับบัญชา (X10) และบรรยากาศในการปฏิบัติงาน (X8) จากตัวแปรทั้ง 3 ประการนี้ สามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการครูวิทยาลัยนาฏศิลป กรมศิลปากร ได้ร้อยละ 42.20

                4. สมการที่สามารถพยากรณ์แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการครูวิทยาลัยนาฏศิลป กรมศิลปากร

                                4.1 สมการพยากรณ์ ในรูปคะแนนดิบ

                                                Y’ = 1.528 + .279(X9) + .177(X10) + .144(X8)

                                4.2 สมการพยากรณ์ ในรูปคะแนนมาตรฐาน

                                                Z’Y = .408(ZX9) + .344(ZX10) + .149(ZX8)

หัวเรื่อง ปัจจัยที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน

 

 

 

 

บทความวิจัย

01           วิทยา ยี่สารพัฒน์. (2549 กุมภาพันธ์ – เมษายน). ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้สึกมีคุณค่าต่อตนเองกับการเสริมสร้างพลังอำนาจ ในวิชาชีพผู้บริหาร ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานบุคลากร ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1. วารสารบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏ สกลนคร. 3 (10) : 96 – 104.

                การวจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความรู้สึกมีคุณค่าต่อตนเองของผู้บริหาร ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1. 2) เพื่อศึกษาการเสริมสร้างพลังอำนาจในวิชาชีพของผู้บริหารในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1. 3) เพื่อศึกษาประสิทธิผลการบริหารงานบุคลากร ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1. 4) เพื่อศึกษความสัมพันธ์ระหว่างความรู้สึกมีคุณค่าต่อตนเองกับประสิทธิผลการบริหารงานบุคลากร ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1. 5) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเสริมสร้างพลังอำนาจในวิชาชีพของผู้บริหารกับประสิทธิผลการบริหารงานบุคลากร ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1. 6) เพื่อแสวงหาแนวทางการเสริมสร้างความรู้สึกมีคุณค่าต่อตนเองการเสริมสร้างพลังอำนาจในวิชาชีพผู้บริหารและประสิทธิผลการบริหารงานบุคลากร ผลการวิจัย สรุปเป็นประเด็นสำคัญ ดังนี้

                1. ผู้บริหารและครูผู้สอนส่วนใหญ่มีความรู้สึกมีคุณค่าต่อตนเองในระดับสูง จำนวน 322 คน คิดเป็นร้อยละ 70.19 รองลงมามีความรู้สึกต่อตนเองระดับปานกลาง จำนวน 128 คน คิดเป็นร้อยละ 27.06 มีความรู้ต่อตนเองสูงที่สุด จำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 2.34 และ มีความรู้สึกต่อตนเองต่ำ จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 0.21 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ผู้บริหารมีความรู้สึกต่อตนเองในด้านรู้สึกว่าตนเองมีความสามารถทำงานให้ประสบผลสำเร็จมากที่สุด รองลงมาคือ มองตนเองในด้านบวกมีความภูมีใจในตนเอง และการเชื่อว่าตนเองสำคัญ

                2. ระดับการเสริมสร้างพลังอำนาจในวิชาชีพผู้บริหารโดยรวมอยู่ในระดับสูง ซึ่งผู้บริหารมีการเสริมสร้างพลังอำนาจในวิชาชีพด้านการเข้าถึงโอกาศมากกว่าด้านการเข้าถึงอำนาจ ลำดับการเสริมสร้างพลังอำนาจในวิชาชีพผู้บริหารเรียงลำดับมากไปน้อย 3 ลำดับ คือ การส่งเสริมให้เพิ่มพูนความสามารถ การเข้าถึงความก้าวหน้าในการทำงาน และ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร

                3. ประสิทธิผลการบริหารงานบุคลากร โดยรวมอยู่ในระดับสูง ซึ่งประสิทธิผลการบริหารงานบุคลากรด้านการจัดบุคคลากรเข้าปฏิบัติงานมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือ การพัฒนาและธำรงรักษาบุคลากร การกำหนดความต้องการบุคลากรการประเมิณผลการปฏิบัติงานของบุคลากร และการควบคุม กำกับ ติดตาม และ นิเทศบุคลากร

                4. ความรู้สึกต่อตนเองมีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลการบริหารงานบุคลากรอยู่ในระดับต่ำ

                5.การเสริมสร้างพลังอำนาจในวิชาชีพผู้บริหารมีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลการบริหารงานบุคลากร อยู่ในระดับสูงเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า การเสริมสร้างพลังอำนาจในวิชาชีพผู้บริหารผู้บริหารด้านการเข้าถึงการช่วยเหลือสนับสนุนมีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลการบริหารงานบุคลากรสูงที่สุด รองลงมาคือด้านการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร

หัวเรื่อง  ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้สึกมีคุณค่าต่อตนเอง

 

บทความวิชาการ

01           สมิต สัชฌุกร. (2005 – 2006, December – January), เทคโนโลยีการบริหารคน (9) การโน้มน้าว                จิตใจ. วารสารส่งเสริมเทคโนโลยี 32 (184) : 105 – 106

                ผู้เขียนกล่าวถึงความสามารถของผู้บริหารที่จะชักจูงให้ผู้ร่วมงานเห็นด้วยและเต็มใจที่จะกระทำตามในเรื่องที่เกลี้ยกล่อมจูงใจให้ปฏิบัติตาม รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงความเชื่อ ทัศนคติ ความคิดเห็นให้คล้อยตามกัน จึงเสนอข้อชี้แนะในการวางตัวให้น่าเชื่อถือการบอกเหตุผล การกระทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง การพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถทำได้จริง ชี้ให้เห็นถึงความเหมาะสมของสิ่งที่จะให้ปฏิบัติชี้ถึงประโยชน์ที่จะได้รับ การให้รับรู้ข่าวสารอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะทำให้ผู้บริหารเกิดความพยายามที่จำทำให้การบริหารงานบุคคลประสมความสำเร็จเป็นที่พอใจแก่ทุกคนในองค์กรของตน

หัวเรื่อง การโน้มน้าวจิตใจ

 

02           สุจิตต์ ปุคละนันท์. (2547). การพัฒนาองค์กร กับ การบริหาร ทรัพยากร มนุษย์. วารสารการ        บริหารคน 25(2) : 12 – 20

                ผู้เขียนกล่าวถึงการทำความเข้าใจเบื้องต้นถึงแนวคิดและกระบวนการในการพัฒนาองค์การ ตลอดจนการตรวจสอบความพร้อมของนักบริหารทรัพยากรมนุษย์ยุคใหม่ในงานพัฒนาองค์การ สถานการณ์ หรือ ความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเป็น เครื่องชี้ให้ผู้บริหารตระหนักถึงการเอาหลักการพัฒนาองค์การมาปฏิบัติในการตั้งเป้าหมายและวงจรการให้ข้อมูลป้อนกลับเพื่อการประเมิณผลการปฏิบัติการ เป็นการสร้างความมั่นใจต่อผู้บริหารว่าผู้ปฏิบัติงานในองค์การจะมีความรู้สึกเป็นเจ้าของในกิจกรรม สอดแทรกต่างๆ และ แน่ใจว่าเป้าหมายในการพัฒนาองค์การที่มุ่งหมายไว้ จะไม่ถูกบดบังไปด้วยผลต่อเนื่องอื่นๆทั้งที่ตั้งใจ และ ไม่ได้ตั้งใจ

                                                หัวเรื่อง การพัฒนาองค์การกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์

Attachment: บทความ.doc

Add a Comment